รีวิวหนังการ์ตูน Jurassic World : Camp Cretaceous

Jurassic World Original Netflix

Jurassic World Original Netflix ที่เกิดเรื่องราว Spin-Off มาจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ซึ่งเคยไปกดติดตามไว้ตั้งแต่ฤดูกาล 1 ว่าบาปว่าบุญ นางเดินทางมายาวนานจนกระทั่ง ฤดูกาล 3 แล้วแรง เทยเลยต้องการจะแวะมาส่งท้ายเดือนนี้กันเสียหน่อย

เรื่องราวของ Jurassic World : Camp Cretaceous 3

 เกิดเรื่องราวของกรุ๊ปเด็กๆ  ที่ได้รับโอกาสได้ไปเข้าค่ายที่เกาะ สถานที่ตั้งของ Jurassic World ซึ่งเป็นตอนเวลาเดียวกับในรูปภาพยนตร์ ก่อนที่จะสวนสนุกจะเกิดเหตุติดขัด และก็ทำให้ผลงานการทดสอบอย่างเจ้า Idominus Rex ที่เป็นสัตว์ดุร้าย หลุดออกมา 

แม้กระนั้นด้วยอุปสรรคไม่คาดคิด เด็กทั้งยังหกคนประกอบไปด้วย เอเดรียส,บรู๊คลิน,ยาส,แซมมี่,เคนจิ และก็ เบน จะต้องถูกทิ้งเอาไว้บนเกาะ พวกเขาอีกทั้ง 6 ก็เลยจำเป็นต้องด้วยกันหาวิธีเอาชีวิตรอดในเกาะที่เต็มไปด้วยไดโนเสาร์ ด้วยความสามารถที่อีกทั้ง 6 คนมีติดตัว จำต้องร่วมมือกันรอดไปให้ได้

ผ่านมาตลอด 2 ฤดูกาล กรุ๊ปเด็กๆอีกทั้งหกคน ต่างจำเป็นต้องพบเจอกับความอันตรายบนเกาะนานาประการแบบ ในฤดูกาลแรก กับสถานะการณ์เกาะกำลังจะจะต้องย้ายถิ่นคนกันออกไป ในฤดูกาลสอง เมื่อพวกเขาถูกทิ้งเอาไว้ ก็จะต้องพบเจอกับสัตว์ต่างๆล้นหลาม

 รวมทั้งการเอาชีวิตรอดด้วยการหาเสบียงกรัง แล้วก็ในฤดูกาลนี้ เมื่ออีกทั้งหกได้กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกรอบ พวกเขาควรต้องช่วยเหลือกันหาวิธีออกไปจากเกาะนี้ด้วยตัวเองกันให้ได้ พ่วงกับการพบเจอกับความลับสำคัญที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้ในเกาะนี้อีกด้วย

ความพิเศษของสำหรับเด็กประเด็นนี้ นอกเหนือจากการที่จะเป็น Spin-Off เรื่องราวต่อจากภาพยนตร์ที่พวกเราๆคุณๆเคยชินกันดีอยู่แล้ว แม้กระนั้นตัวการ์ตูนยังแทรกสอดการค้ำจุนความมากมายหลายของผู้แสดงเด็กๆเอาไว้ก้าวหน้า ตั้งแต่เด็กผิวดำ ที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีเป้าหมาย

 เด็กผู้หญิงเน็ตไอดอลที่ติดมือถือตลอดทั้งวันตลอดทั้งคืน เด็กหญิงชาวเอเชียที่ครอบครัวจะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อได้ไปต่อ แม้ว่าจะจำต้องส่งบุตรสาวมาเป็นสาย เด็กหญิงนักกีฬาที่มีเกราะคุ้มครองตนเองสูง หนุ่มน้อยดันทุรังที่ทำอะไรไม่เป็น หรือแม้กระทั้งเด็กกลัวโลกที่จำต้องทำความเข้าใจอะไรอีกมากมายในโลกกว้าง

เมื่อเด็กอีกทั้งหกคนจะต้องมาอยู่รวมกัน การพยายามหาจุดเชื่อโยงมิตรภาพระหว่างกันให้พอดิบพอดี รวมทั้งพบเจอกับเรื่องราวที่ไม่คาดคิดให้ผ่านไปได้ในแต่ละเรื่องราว มันช่างเหนื่อยยากเสียจริงนะคุณ ตัดมาในส่วนของไดโนเสาร์ แม้ว่าจะเป็นการ์ตูน 

แต่ว่าพวกเราก็จะได้พบเห็นกับไดโนเสาร์ประเภทใหม่ๆที่มิได้เผยตัวในรูปภาพยนตร์ รวมทั้งซีนที่น่าลุ้น น่าหวาดกลัว ชักชวนตื่นเต้นอีกหลายซีนไม่ว่าจะเป็ฯการพบเจอกับไดโนเสาร์ในสายหมอก ฝูงไดโนเสาร์เรืองแสงได้ หรือแม้กระทั้งไดโนเสาร์ทดสอบชนิดใหม่ที่เป็นพิษรุนแรง เด็กๆอีกทั้งหกคน ที่แม้ว่าจะอยู่เกาะนานถึงหกเดือนแล้ว แต่ว่าก็จะต้องแงะกลวิธีมาเอาชีวิตรอดกันต่ออีกชูในฤดูกาลนี้ด้วย

รีวิวหนัง The Happening

 

รีวิวหนัง The Happening

The Happening

The Happening เป็นหนังที่ทายอนาคตอาจดูเหมือนเป็นคำพูดที่มิได้โอเวอร์เกินเลยเรื่องจริงเท่าไรนัก ประเด็นนี้ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิพากษ์วิจารณ์และก็ผู้ชมไปในแนวทางลบ คำประณามที่ร้ายแรงที่สุดที่หนังหัวข้อนี้เคยได้รับเป็น “มันเป็นหนังที่งี่เง่า ไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง”  

นอกเหนือจากนั้น หนังยังโดนจู่โจมอย่างมากหัวข้อการแสดงที่พิศดารของตัวมาร์ค วอห์ลเบิร์ก รวมทั้ง โซอีย์ เดชาเนล จนกระทั่งไม่มีชิ้นดี ยังไม่รวมทั้งคะแนนในเว็บมะเขือเน่าที่จัดได้ว่าต่ำเรียดดิน แต่เมื่อพวกเรานำหนังประเด็นนี้มาถอดรหัสใหม่อีกรอบจะพบว่า The Happening มีอะไรซุกซ่อนอยู่ระหว่างเรื่องราวที่น่าดึงดูดมากมายอย่างยิ่งจริงๆ

ประเด็นสำคัญของหนัง The Happening 

 เหตุที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนของเอเลียต (มาร์ค วอห์ลเบิร์ก) อาจารย์สอนวิชาวิทยาศาสตร์ประจำไฮสคูลแห่งหนึ่ง ระหว่างนั้นเองในสวนสาธารณะในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กได้กำเนิดการปรากฏการฆ่าตัวตายกลุ่ม อันไม่มีความเป็นมารวมทั้งสร้างความกลัวให้กับผู้คนในสังคมเยอะๆ 

ด้วยความ “ไม่รู้เรื่อง” ก็เลยมีการคาดหมายไปต่างๆว่า เหตุน่ากลัวที่เกิดขึ้นในสวนสาธารณะ บางครั้งอาจจะมาจากการจู่โจมของผู้ก่อให้เกิดเหตุร้ายทางอากาศสำหรับในการปลดปล่อยพิษกระตุ้นสมองมนุษย์ ให้กำเนิดความประพฤติดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นขึ้น

เมื่อข่าวสารถูกรายงานออกไปสู่สังคมทำให้เกิดอาการชาวอเมริกากำเนิดความตื่นตกใจในวงกว้างอย่างเร็ว เอเลียตรวมทั้งอัลม่า (โซอีย์ เดชาเนล) ก็เลยตกลงใจที่จะเดินทางออกจากที่อาศัยด้วยรถไฟเพื่อไปยังสถานที่ที่บางครั้งอาจจะยังเป็นหลักที่ปลอดภัย 

แต่ว่าระหว่างการเดินทางพวกเขาก็พบว่ารถไฟจึงควรหยุดวิ่งชั่วครั้งชั่วคราวเนื่องจากว่าสูญเสียการติดต่อกับศูนย์บัญชาการ แล้วก็เพื่อให้มีความปลอดภัยของผู้โดยสาร ทำให้ผู้เดินทางทุกคนจำเป็นต้องลงจากยานพาหนะแล้วก็หาวิธีเดินทางต่อกันเอาเอง

 อย่างไรก็แล้วแต่เอเลียตแล้วก็อัลม่า จำต้องรับเจส (แอชลินด์ ซานเชส) บุตรสาวของจูมัน (จอห์น เลกุยซาโม) มาดูแลชั่วครั้งคราว ด้วยเหตุว่าจูมันตกลงใจจะออกไปตามหาเมียที่ไม่ได้มีการติดต่อไประหว่างเดินทาง ระหว่างนั้นเอง

กรุ๊ปคนรอดตายที่เอเลียต อัลม่า และก็เจสพบเห็น ก็เริ่มศึกษาและทำการค้นพบว่าอันที่จริงแล้ว “การโจมีที่มาจากทางอากาศ” นั้นยังไม่จบลงและก็แผ่กระจายวงกว้างออกไปเรื่อยไม่มีพื้นที่ไหนไม่เป็นอันตรายเลย กระทั่งพื้นที่ที่พวกเขากำลังอยู่

พญายมลึกลับที่หายใจรดก้านคออยู่ทุกขณะจิต ได้ตามไล่ล่ากรุ๊ปคนมีชีวิตรอดอยู่เสมอเวลา ระหว่างเอาชีวิตรอดเอเลียตก็เริ่มสร้างข้อสมมติจากการสังเกตการปรากฏที่เกิดขึ้นรอบกาย ว่าครั้งคราวแล้วนี่บางทีอาจจะไม่ใช่การจู่โจมของผู้ก่อวินาศกรรม 

ถ้าเกิดแม้กระนั้นเป็นการ “เอาคืน” ของเหล่าต้นไม้ที่มีอยู่ทั่วทุกหย่อมหญ้า โดยแบบการจู่โจมนั้น ถูกคาดคะเนว่า มันบางทีก็อาจจะเลือกปลดปล่อยสารเคมีลางอย่างทางอากาศ ความธรรมดาแม้กระนั้นน่ากลัวตลอดทั้งเรื่องของ The Happening ไม่ว่าจะเป็นฉากการฆ่าตัวตาย 

ในแต่ละครั้งที่มองสงบนิ่ง แม้กระนั้นน่าน่ากลัว เช่นการยิงตัวตายกึ่งกลางถนนหนทาง เหล่าคนทำงานก่อสร้างที่กระโจนลงจากอาคารอย่างกับใบไม้หล่น รถจี๊ปฝ่าไปในป่าดงที่คนผู้คอฆ่าตัวตาย และยังรวมไปถึงฉากที่คนกรุ๊ปหนึ่งเดินไปเปิดเครื่องตัดต้นหญ้า 

จากนั้นก็นอนรอคอยความตายอย่างสงบเงียบนิ่ง ล้วนเป็นฉากที่มิได้ขายความปึงปัง (Jump Scare) แม้กระนั้นทรงอำนาจว่า ในที่สุดแล้วมนุษย์ก็ไม่สามารถหลุดพ้นความตายไปได้ เพียงคนไหนจะตายไวหรือช้าเพียงเท่านั้น

รีวิวหนัง The Butterfly Effect (2004)

 

รีวิวหนัง The Butterfly Effect (2004)

The Butterfly Effect (2004)

The Butterfly Effect (2004) ผลงานการดูแลของอีริค เบรสรวมทั้งเจ แมคกี้ย์ กรูเบอร์นับว่าเป็นหนังที่ไปถึงเป้าหมายทั้งโลก ท่ามกลางคำติชมในทางลบ ซึ่งโดยมากจะจู่โจมไปยังดารานำอย่าง แอชตัน ลุกชเชอร์ที่โดนตำหนิว่าเขาเป็นตัวเลือกที่บกพร่อง

สำหรับหนังหัวข้อนี้ แม้กระนั้นในช่วงนั้นก็อาจจะไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้อยู่ดีว่าแอชตันนั้นเป็นดาราหนังดาวรุ่งที่สื่อแท็บลอยด์อเมริกามีความสนใจมากยิ่งกว่าความชำนาญการแสดงของเขา

จุดเริ่มต้นของเรื่อง The Butterfly Effect 

จริงๆแล้วหน้าที่อีวาน นับว่าเป็นบทที่สอดคล้องกับบุคลิกลักษณะของแอชตัน ที่มิได้อยากความหลักแหลมจริงๆ ที่มีท่าทางของเด็กหนุ่มขี้แพ้ที่มองหดหู่ในชีวิต แม้ว่าจะมีทางชีวิตที่ดียิ่งกว่าแต่ว่าเขาก็จะนำพาตนเองไปสู่จุดที่ไม่ดีอยู่เป็นประจำๆ

ซึ่งเมื่อพวกเราทดลองย้อนกลับไปพินิจพิจารณานักแสดงอย่างอีวานและก็ผองเพื่อนพ้องที่เขาเลือกคบนั้น จะพบว่าบรรดาผู้แสดงดำเนินเรื่องทั้งสิ้น เช่นเคย์ลีห์ (เอมี่ สมาร์ท) เลนนี่ (เอลเดน เฮนสัน) และก็ ทอมมี่ (วิลเลี่ยม ลี สก็อตต์)

 ล้วนแต่เป็นเยาวชนที่เติบโตมาท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ไม่สบาย เช่นบ้านของเคย์ลีห์แล้วก็ทอมมี่ มีบิดาที่ถูกใจจับลูกมาใช้ความรุนแรงทางเพศ บ้านของเลนนี่ตามใจลูกรวมทั้งทำให้เขาขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ส่วนอีวานมีลักษณะอาการวูบและไม่สามารถจำเรื่องราววิกฤตในชีวิตอยู่บ่อยมาก ประกอบกับแม่ของเขาที่จะต้องทำแต่งานเพื่อหารายได้มาอุปถัมภ์ค้ำชู ก็เลยไม่ว่างให้ความอบอุ่นกับลูกชายสักเท่าไหร่

เมื่ออีวานเติบโตขึ้น มีชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยที่ไปได้ดี เมื่อเขาเดินทางกลับมายังถิ่นกำเนิดเพื่อเจอกับเคย์ลีห์ รักหนแรกของเขา อีวานไม่รู้เรื่องเลยว่าการมาคุณนั้นจะเป็นชนวนที่ทำให้เคย์ลีห์ตกลงใจฆ่าตัวตายเพื่อหนีความทุกข์ทรมาน ไม่นานอีวานศึกษาค้นพบว่าสมุดบันทึกที่เขาชอบเขียนบันทึกขณะที่สำคัญต่างๆในชีวิต สามารถมีอิสรภาพม์แมชชีนที่ทำให้เขาเดินทางย้อนเวลากลับไปปรับแต่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วได้

 โดยที่เขาไม่ทราบเลยว่าเมื่อเขาเปลี่ยนสิ่งหนึ่งในช่วงเวลา อนาคตทั้งหมดทั้งปวงจะกลับกัน จากหน้ามือเป็นหลังมือโดยทันที แล้วก็ในทุกความมั่นหมายที่อีวานปรารถนา ชอบจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนมาด้วยความเจ็บของใครบางคนในวงจรชีวิตของเขา

ความเพลิดเพลินของ The Butterfly Effect เป็นการที่ผู้ชมจะได้เฝ้าดูโอกาสต่างๆที่อีวานมุ่งมาดปรารถนา แต่ว่าในครั้งใดก็ตามเขาตกลงใจปรับปรุงแก้ไขเหตุการณ์ต่างๆเมื่อพวกเราดูให้ก็ดีแล้ว พวกเราจะพบว่า “กรรมวิธี” ที่เขาเลือกใช้ ล้วนแต่เป็นความร้ายแรงที่สร้างรอยแผลให้กับผู้อื่นรอบข้างไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมอยู่เสมอเวลา จนกระทั่งช่องทางในที่สุดที่เขาตกลงใจในตอนสุดท้ายด้วยก็ตาม 

ซึ่งอีวานบางทีก็อาจจะดูแล้วว่านั่นเป็นแนวทางที่ “เจ็บ” ต่ำที่สุดกับทุกคนก็เป็นไปได้ การที่มนุษย์เราไม่อาจจะย้อนเวลากลับไปปรับแก้ในสิ่งที่บกพร่องไปแล้วได้นี่เองที่ทำให้มนุษย์เราเท่าเทียมกันสำหรับในการทำสิ่งต่างๆในทุกๆวันให้ละเอียด รวมทั้งมีคนสองกรุ๊ปได้ประโยชน์ ถ้าหากเขาทำความเข้าใจจากอดีตกาลที่บกพร่อง ผลดีที่เขาได้ก็คือ เขาจะเป็นผู้ที่มีความสุขุมถ้วนถี่แล้วก็ทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำในปัจจุบันบกพร่องลดน้อยลง

รีวิวหนัง ELITE SS4 ยังแรงดีไม่มีตก

 

รีวิวหนัง ELITE SS4 ยังแรงดีไม่มีตก

รีวิวหนัง ELITE SS4

รีวิวหนัง ELITE SS4 ยังแรงดีไม่มีตก จากการบรรลุผลในตลอด 3 ฤดูกาลก่อนหน้านี้ ซีรีส์เชื้อชาติประเทศสเปนประเด็นนี้ จะยังวนเวียนอยู่ในกรุ๊ปนักแสดงผู้เรียนลาสเอนสิท้องนาส ที่ปัจจุบันนี้มีการสลับตัวละครออก (ตามบทและก็ช่วงอายุของนักแสดงที่จะจำต้องเติบโตขึ้น) การเดินทางมาถึงฤดูกาลที่ 4 ทำให้มีตัวละครหลักถึง 5 บทที่จะจำต้องถูกตัดทอนหน้าที่ลง หรือไม่ก็เป็นด้วยเหตุว่าดาราหนังเองเลือกจะไม่กลับมาในซีรีส์นี้ด้วยเหตุผลส่วนตัว

เดินทางมาถึงการ รีวิวหนัง ELITE SS4 

เล่าเรื่องเดิมเพียงแค่เพิ่มผู้แสดงเข้ามา คาดว่าเป็นฤดูกาลท้ายที่สุด ปกติที่ซีรีส์ยอดนิยมนั้นก็จะมีการออกฤดูกาลใหม่ตามออกมาเรื่อยแต่ว่าไม่ใช่ซีรีส์ทุกเรื่องที่เมื่อออกฤดูกาลใหม่มาแล้วจะสามารถทำเป็นอย่างดีเยี่ยมเสมือนในภาคแรก ไม่เพียงเท่านั้นบางเรื่องที่ดื้อด้านออกมาหลายฤดูกาลแล้วครั้งคราวก็มาจนกระทั่งทางตันจนกระทั่งทำให้เรื่องราวนั้นก็วนไปวนมาพร้อมกับเรื่องเดิมๆจากแฟนๆที่ติดตามมาตลอดก็รู้สึกเบื่อแล้วก็เลิกติดตามไปสุดท้าย

ก่อนที่จะฤดูกาลที่ 4 จะเริ่ม Netflix ยังมีตอนสั้นๆบอกเล่าเรื่องราวความเชื่อมโยงของนักแสดงอาทิเช่น คาร์ล่า+แซมมวลเอล, ทุ่งนาเดีย+กุซมาน, กุซมาน+เคเย+เรเบ, โอมาร์+อันเดร+อเล็กสิส ก่อนที่จะเข้าเนื้อหาความโกลาหลครั้งใหม่

เหตุในฤดูกาลที่ 4 ยังเล่าถึงความปั่นป่วนที่เกิดขึ้น เมื่อมีตัวละครใหม่ๆเข้าในสถานศึกษาลาสเอนสิทุ่งนาส โน่นเป็นบรรดาลูกๆของอาจารย์ใหญ่คนใหม่อย่างเบนจามิน กับลูกๆอีกทั้งสามคน ประกอบไปด้วย อาริ สาวผมสั้นสุดเปรี้ยว แพทริค เกย์ชายหนุ่มพร้อมรูปร่างสุดฮอตเช่นเดียวกันกับหลุดมาจากหนังอาร์ รวมทั้ง แมนซียน้องสาวคนในที่สุดที่มีนิสัยต้านบิดาของตนอย่างเปิดเผย

อีกหนึ่งผู้แสดงใหม่ที่จี๊ดดีเด่นไม่แพ้กันเป็นฟิลิป เชื้อพระวงศ์ประจำวงศ์สกุลประเทศสเปนที่ควรต้องมาเรียนที่เอ็นสิทุ่งนาสด้วยเหตุผลบางประการ แถมความลับของขำก็เรียกว่าดาร์กแซ่บและก็ฉาวมากมายๆกระทั่งคิดภาพไม่ออกว่าถ้าเกิดเมืองไทยเอามารีเมคใหม่ในช่วงนี้จะโดนข้อบังคับมาตรา 112 ส่งตรงไปยังกลุ่มผู้ผลิตหรือไม่

 ซึ่งนักแสดงฟิลิปได้จับคู่กับนักแสดงเก่าอย่างค้างเย ที่ฤดูกาลนี้เปลี่ยนเป็นนักการภารโรงเต็มเวลา ถึงแม้หน้าที่บนหน้าจอของคุณจะลดน้อยลงแม้กระนั้นเมื่อใดก็ตามคุณเผยตัวบนหน้าจอ จัดได้ว่างามแย่งซีนผู้แสดงอื่นพอได้

ถึงแม้ว่าภาพรวมองค์ประกอบการเดินเรื่องของซีรีส์จะยังดังเดิม โน่นเป็นการเปิดเรื่องมาด้วยนักแสดงหลักของเรื่องจะโดนรังแกจนกระทั่งโคม่า ก่อนที่จะซีรีส์จะเริ่มเล่าย้อนเวลากลับไปว่าก่อนที่จะเรื่องราวคาวเลือดครั้งใหม่จะเกิดขึ้นนั้น อันที่จริงแล้วมีเหตุที่เกิดจากอะไร และก็ผู้ใดกันแน่ที่เป็นฆาตกรตัวจริงสำหรับในการก่ออาชญากรรมคราวนี้

หากมองเอาดราม่า โป๊ ฉาว ELITE ฤดูกาลนี้ยังคงเอกลักษณ์ความเพลิดเพลินน่าติดตามได้อย่างไม่ลดดีกรีความเดือด ถึงบรรดาดาราหนังชุดเก่าบางบุคคลจะล่ำลาหน้าจอไปและก็ตาม แม้กระนั้นกลุ่มผู้แสดงชุดใหม่ก็ไม่ทำให้พวกเราผิดหวัง แฟนซีรีส์ชุดนี้ไม่สมควรพลาด

รีวิวหนัง Luca มิตรภาพวัยเด็ก

 

รีวิวหนัง Luca มิตรภาพวัยเด็ก

Luca

Luca มิตรภาพวัยเด็ก ผลงานการดูแลของ เอนริหรูหรา ติดอยู่ซาโรซา บอกเล่าเรื่องราวของลูก้า อสูรกายลักษณะซึ่งคล้ายนางเงือก อาศัยอยู่ใต้แผ่นน้ำของเมืองชายฝั่งทะเลปอร์โตคอยสโซ ในประเทศอิตาลี 

เรื่องราวของ Luca มิตรภาพวัยเด็ก

เรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบๆชายฝั่งทะเลของประเทศอิตาลี ตรงนั้นได้มีหนุ่มน้อยที่ชื่อ ลูก้า อาศัยอยู่ แม้กระนั้นเขามิได้อาศัยอยู่ในเมืองปกติ แต่จำเป็นต้องหลบๆแอบซ่อนๆอยู่ในแผ่นน้ำ ใช่แล้ว…เพราะว่าเขาเป็นอสุรีสมุทรที่ประชาชนต่างกลัวมาตั้งแต่สมัยโบราณ จนกระทั่งวันหนึ่ง ลูก้า ที่ช่างสงสัยได้บังเอิญไปพบกับ อัลเบอร์โต้ เพื่อนพ้องยักษ์สมุทรที่ดำรงชีวิตแบบครึ่งบกครึ่งน้ำ 

ทำให้เขาใฝ่รู้ต้องการจะรู้จักกับโลกมนุษย์ด้านบน ก็เลยแปลงเป็นจุดกำเนิดของมิตรภาพแล้วก็การเสี่ยงภัยของ 2 ยักษ์สมุทรที่ซ่อนตัวเป็นมนุษย์ เขาถูกป้อนความนึกคิดฝังหัวตลอดมาว่ามนุษย์นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้มนุษยธรรม รวมทั้งล่าสัตว์น้ำอย่างคลั่ง ทำให้ลูก้าไม่กล้าที่จะโผล่ขึ้นไปยังผิวน้ำ 

แต่ว่าด้วยความต้องการอยากจะรู้ตามประสาวัยรุ่นเขาก็เลยทดลองไปยังแผ่นน้ำรวมทั้งได้เจอกับอัลเบอร์โต้ ตัวประหลาดชนิดเดียวกันกับเขาที่ดำรงชีวิตอยู่บนบก ในร่างของผู้คน ทำให้ลูก้าพบว่า ตัวเองก็สามารถเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ได้สิ่งเดียวกัน เขาก็เลยต้องการจะไปทำความเข้าใจวิถีชีวิตบนผิวน้ำ

เมื่อที่บ้านของลูก้าศึกษาค้นพบข้อเท็จจริงว่าลูกชายของตนหนีขึ้นผิวน้ำ ทำให้เขาจะโดนจับส่งตัวไปอยู่กับคุณลุงในสมุทรลึก เมื่อมองเห็นแบบนั้นแล้วลูก้าก็เลยตกลงใจหนีออกมาจากบ้านและก็ไปอยู่กับอัลเบอร์โต้เพื่อศึกษาวิถีชีวิตชนิดเดียวกันกับเขา จนกว่าทั้งคู่คนได้เจอกับจูเลีย บุตรสาวของชาวตังเกที่มีเป้าหมายสำหรับเพื่อการร่วมแข่งสามกีฬา เพื่อชิงเงินรางวัลก้อนโต มิตรภาพของเด็กอีกทั้งสามคนก็เลยเริ่มก่อตัวขึ้น

Luca ค่อนข้างจะเป็นแอนิเมชั่นพิกซาร์ที่จัดอยู่ในหมู่มองง่าย หัวข้อไม่ยิ่งนักนัก เมื่อเทียบกับงานสมัยข้างหลังเช่น Soul หรือ Inside Out ซึ่งมีความเป็นผู้ใหญ่แล้วก็กล่าวถึงการสิ้นไปอะไรบางอย่างในช่วงชีวิตของผู้คนไป ในตอนที่ Luca เป็นการทำความเข้าใจที่จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ (Coming of age) 

ในเวอร์ชั่นสูตรสำเร็จ พร้อมยังแทรกสอดกลิ่นของความเป็น LGBTQ เข้ามาสำหรับความเกี่ยวเนื่องของลูก้าแล้วก็อัลเบอร์โต้ แม้ว่าจะมิได้กลิ่นฉุนเท่าไรนัก แม้กระนั้นพวกเราก็สัมผัสได้ถึงหัวข้อ การเล่าเรียนที่จะเห็นด้วยในความต่างของตนเอง แล้วก็กระทำตามความฝันโดยไม่มีข้อแย้ง

โชคร้ายที่ Luca บางครั้งก็อาจจะเป็น “งานพัก”ราวกับพวกเราไปนั่งชิวอยู่ที่เมืองชายทะเล บรรยากาศชักชวนคลุ้งฝันในเรื่อง ก็เลยมิได้นำพาข้อความสำคัญอะไรก็ตามไปสู่โหมดของความเอาจริงเอาจัง ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างมิได้รับการเน้นย้ำ ถูกพรีเซ็นท์แบบพอเพียงผ่านมารวมทั้งผ่านไป 

ฉะนั้นก็เลยไม่น่าสนเท่ห์ใจนักที่พวกเราดูแล้วจะรู้สึกกับหนัง “น้อย” กว่างานเก่าๆของพิกซาร์ที่เน้นย้ำการชักจูงห้วงอารมณ์ให้ดำตรง ไม่ว่าจะโศกสลดหรือสุขก็ไปสุดทาง Luca ก็เลยเป็นงานที่สอบได้เส้นกฎเกณฑ์วัดมาตรฐานของพิกซาร์ ซึ่งธรรมดาตีเส้นเอาไว้สูงลิบลิ่วอยู่เป็นประจำๆอย่างเฉียดฉิว

รีวิวหนัง Too Hot to Handle: Brazil

 

รีวิวหนัง Too Hot to Handle: Brazil

Too Hot to Handle

Too Hot to Handle: Brazil ที่จัดได้ว่าเป็นเรียลลิตี้ชนิดรายการเดท ที่มีรายละเอียด 18+ อยู่แล้ว พอเพียงผันเบื้องหลังมาเป็นประเทศบราซิล ทำให้คาแรกเตอร์ของเหล่าผู้เข้าร่วมแข่งขันมีความสดใหม่ น่าดึงดูด แถมแต่ละคนมองเปิดกว้างเรื่องเซ็กซ์จำพวกที่บรรดาคนแก่หัวเก่าบางทีอาจจะจำต้องกำเนิดอาการอ้าปากหวอ ว่าเพราะเหตุใดพวกเขาถึงตั้งประเด็นพูดคุยกันแต่ว่าเรื่องใต้สะดือกันอยู่เสมอเวลา

เนื้อเรื่อง Too Hot to Handle: Brazil 

บรรดาผู้เข้าร่วมชิงชายในเวอร์ชั่นบราซิล ถ้าเกิดคุณเป็นคนเผลอไผลชายหนุ่มสไตล์แบดบอยมีรอยสัก กล้ามเป็นผูกๆขอรับรองว่าติดอยู่แรกเตอร์ชายหนุ่มละตินอเมริกานี่แซ่บ ขาดลอยชายหนุ่มผิวขาวฝั่งอเมริกาไปหลายขุม เหมือนกัน หากคุณถูกใจผู้หญิงที่มีอก เอว บั้นท้าย และก็บั้นเอว ผู้ท้าชิงหญิงแต่ละคนในชุดบิกินี่น้อยชิ้นอาจก่อให้ผู้ชมชายหนุ่มๆกำเนิดอาการ “เฉอะแฉะ” เนื่องจากน้ำลายไหลค้างปากกันหมด (อย่าคิดลึก)

ความแรงในระดับ 18+ ที่ว่าแรงกว่าเวอร์ชั่น USA อยู่ที่ว่าช่างถ่ายภาพที่เป็นคณะทำงานเบื้องหน้าเบื้องหลังก็ขยันซูมเป้า ซูมทรวงอกของผู้เข้าร่วมชิงจำพวกจัดเต็มจัดหนัก แถมช่วงก่อนที่จะเกมจะเริ่มที่ให้โอกาสให้ผู้เข้าชิงได้ระบายความปรารถนาทางเพศแบบจัดเต็ม เอาตรงเวลา เพียงแค่รายการเริ่มได้ไม่ถึง 15 นาที

พวกเขาก็บดปากแลกเปลี่ยนลิ้นกันจนกระทั่งอวัยวะสืบพันธุ์ชายของผู้เข้าร่วมชิงคนหนึ่งแข่งขันตัว (พระผู้เป็นเจ้าช่วยกล้วยทอด) เพียงพอเวลากลางดึกพวกเขาก็พร้อมจะเปิดกิจกรรมบนเตียงกันแบบไม่เกรงใจกล้องถ่ายภาพ! จำพวกผู้ชมคงจะจำต้องเริ่มเสนอคำถามแล้วว่าตกลงนี่พวกเรากำลังดูหนัง (แทบ) โป๊หรือไม่เนี่ย

จะว่าไปติดอยู่แรกเตอร์ของเหล่าผู้เข้าร่วมชิงในเวอร์ชั่นบราซิลนี้ มองแต่ละคนก็มีความแรง จัดจ้ากันทุกคนไม่ว่าจะเป็นอีกทั้งเพศชายหรือสตรี ทางฝั่งเพศชายแต่ละคนมองเป็นคนเจ้าชู้ที่สันทัดรอบด้าน หว่านเสน่ห์เก่ง แถมพวกเขายังกล่าวกันแบบแน่ชัดเลยว่า 

“ถ้าหากผมได้โอกาสจะแอ้มให้ครบทุกคน” ในเวลาที่ฝั่งผู้หญิงก็มองร้ายกาจพอได้ ด้วยเหตุว่าแต่ละนางมองพร้อมจะเปิดศึกตบตีแย่งเพศชายกันแบบสามารถดุกราดอีกทั้งต่อหน้าต่อตา รวมทั้งสัมภาษณ์ลับหลัง

ไม่ได้อยากต้องการเขียนอะไรให้ยืดยาวมากมายเนื่องจากว่าตัวแบบอย่างรายการไม่มีอะไรไม่เหมือนกันกับเวอร์ชั่นต้นฉบับของ USA ก็แค่สำหรับเวอร์ชั่นบราซิลนั้นดีกรีความร้อนแรงของผู้เข้าร่วมแข่งขันแต่ละคนนั้นจัดได้ว่าฮาร์ดคอร์กระทั่งต้นฉบับจะต้องมองดูค้อนอย่างยิ่งจริงๆ

สำหรับรายการเรียลลิตี้โชว์สุดฮอตเรท 18+ อย่าง Too Hot To Handle ที่ปัจจุบันพึ่งปล่อยเนื้อปล่อยตัวอย่างเต็มของซีซัน 2 ซึ่งเปิดเผยให้มองเห็นหน้าตาเหล่าผู้เข้าร่วมชิงเซ็ตใหม่ และก็บรรยากาศสุดเย้ายวนพื้นที่กลุ่มผู้ผลิตยืนยันว่าจะแซ่บขึ้นกว่าเดิม

ถ่ายทำจาก Casa Tau รีสอร์ทสุดหรูที่เกาะปุนตา ไม่ตา ในประเทศประเทศเม็กซิโก มาเป็นหมู่เกาะเติกส์รวมทั้งเคคอส โดยเริ่มถ่ายทำกันเมื่อตอนต้นปี ซีซันนี้จะถูกแบ่งได้เป็นสองพาร์ต พาร์ตแรกจะฉายวันที่ 23 เดือนมิถุนายน พาร์ตสองจะฉายวันที่ 30 เดือนมิถุนายน

รีวิวหนัง หลายชีวิตในอัฟกานิสถาน

 

รีวิวหนัง หลายชีวิตในอัฟกานิสถาน

หลายชีวิตในอัฟกานิสถาน

หลายชีวิตในอัฟกานิสถาน ทั้งโลกยังจับตาเหตุการณ์ในอัฟกานิสถาน ข้างหลังกรุ๊ปตาลีบันสามารถยึดประเทศได้จากรัฐบาลแล้วก็แปลงเป็นผู้ดูแลใหม่ ความสลับซับซ้อนด้านการเมืองแล้วก็การฉกฉวยอำนาจ ทับซ้อนกับมิติด้านการเมืองและก็ศาสนา แล้วก็นี่ไม่ใช่ของใหม่ แต่ว่าถ้าเป็นการเกิดที่เป็นมาไม่ต่ำกว่า 30 ปี เป้นหนังที่ถูกอิงมาจากเรื่องจริงเกือบทั้งหมด ทำให้เห็นว่าการใช้ชีวิตเป็นอยู่เป็นยังไง

ตั้งแต่กองทัพรัสเซียบุกอัฟกานิสถานเมื่อปี 1979 ตามมาด้วยการผลักไสรวมทั้งการเถลิงอำนาจรอบแรกของตาลีบัน ก่อให้เกิดการที่สหรัฐส่งทหารเข้ามาบุกและก็ตั้งตนเป็นผู้ครอบครองประเทศข้างหลังเรื่อง 9/11 ในปี 2001 ตลอดมาถึงเหตุการณ์เดี๋ยวนี้ที่สหรัฐตกลงใจถอนกำลังออก ตราบจนกระทั่งรัฐบาลอัฟกานิสถาน (ที่เคยได้รับการหนุนภายหลังสหรัฐ) พ่ายหมดรูปต่อตาลีบันอีกครั้ง

เนื้อหา หลายชีวิตในอัฟกานิสถาน 

ภาพยนตร์หลายเรื่องในรอบ 20 ปีให้หลัง ถ่ายทอดเรื่องราวของชาวอัฟกานิสถาน ที่จะต้องต่อสู้กับอำนาจนิยมนานาประการแบบอย่าง กับผีที่มาทั้งยังในรูปของเพศชายเคร่งศาสนาแล้วก็ชาติตะวันตกความคาดหวังเล่นการเมืองระดับนานาชาติอยู่เสมอเวลา ในที่นี้ขอแบ่งปันหนัง 4 เรื่องที่กล่าวถึงชะตาชีวิตของอัฟกานิสถานในทางมุมต่างๆกัน

ภาพยนตร์ (และก็นิยาย) เกี่ยวกับอัฟกานิสถานที่ทุกคนรู้จักกันเยี่ยมที่สุด ถูกสร้างมาจากหนังสือของ ติดอยู่เลด ฮอสเซนี และก็สร้างเป็นหนังโดย มาร์ค ฟอสเตอร์ เรื่องราวเสียใจที่เล่าผ่านระยะเวลาต่างๆในประวัติศาสตร์อัฟกานิสถานตอน 30 ปีให้หลัง

 เริ่มด้วยเรื่องของเด็กผู้ชายสองผู้ที่เติบโตในในต่างจังหวัดในตอนที่รัสเซียกำลังจะบุกอัฟกานิสถาน สม่ำเสมอถึงอนาคตเมื่อหนึ่งในเด็กผู้ชายสองคนที่ใครๆก็รู้จักกล่าว เติบโตเป็นผู้ใหญ่และก็ดำเนินชีวิตเป็นนักประพันธ์อยู่ในอเมริกา ก่อนเขาจะเดินทางกลับมายังภูมิลำเนาที่อัฟกานิสถานอีกรอบในตอนที่ตาลีบันมีอำนาจในในปลายทศวรรษ 1990 และก็จำเป็นต้องเจอกับสมัยก่อนศัตรูยุคเด็กที่ในตอนนี้แปลงเป็นขุนศึกทหารของตาลีบัน

The Kite Runner เป็นหนังที่เล่าถึงโชคชะตา การพรากจาก แล้วก็อดีตกาลที่ฝังลึกในใจถึงแม้ว่าผู้แสดงจะย้ายถิ่นไปอยู่ในประเทศที่ดียิ่งกว่า หนัง (แล้วก็นิยาย) หัวข้อนี้ได้รับการเอ๋ยถึงมากมายเนื่องจากว่ามันอีกทั้งสุภาพ ตื้นตัน ทำให้ผู้ชมมองเห็นทั้งยังความเหี้ยมโหดแล้วก็ความร้ายแรง แม้กระนั้นยังมี “ความหวาน” ยืดยาดอยู่ในหน กล่าวอีกแบบเป็นดูแล้วร้องไห้ได้อย่างง่ายดายโดยหนังมิได้จู่โจมฝ้ายข้างใดข้างหนึ่ง

แต่ก็แสดงให้เห็นว่า วงล้อที่ประวัติศาสตร์พร้อมบดขยี้คนเดินดินๆอย่างไม่เลือกหน้า นักกวีคนเขียนนิยายหัวข้อนี้ ค้างเลด ฮอสเซนี มีชีวิตราวกับตัวละครที่เป็นตัวเอก เป็นเติบโตในอัฟกานิสถานก่อนที่จะย้ายถิ่นไปอยู่อเมริกาแล้วก็แปลงเป็นผู้เขียน เร็วๆนี้ 

เขาให้สัมภาษณ์ว่า หากแม้คนจะรู้จักหนังสือของเขามากมาย แม้กระนั้นไม่อยากที่จะให้คนมีความคิดว่านี่เป็นมุมมองที่ถูกหรือมุมมองเดียวเกี่ยวกับอัฟกานิสถาน เพราะเหตุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในประะเทศนั้นมันวุ่นวายและก็สลับซับซ้อนมากยิ่งกว่าที่เขาจะสามารถเล่าได้ข้างในหนังสือเล่มเดียว

รีวิวหนัง How I Became A Superhero

 

รีวิวหนัง How I Became A Superhero

How I Became A Superhero

How I Became A Superhero สิ่งที่ปรากฏอยู่ในเรื่องมีการวิจารณ์ระบอบสังคมของประเทศ ดูเหมือนกับว่าเน็ตฟลิกซ์มีหนังที่รายละเอียดเหมือน “Project Power” ที่ฉายไปเมื่อกลางปีที่แล้ว แต่ว่าโอกาสนี้เป็นภาพยนตร์ฝรั่งเศสชื่อ How I Became a Superhero ที่เพิ่งจะปล่อยเนื้อปล่อยตัวอย่างออกมาไม่นานนี้ 

หนังมีเบื้องหลังเป็นโลกที่มนุษย์กับซูเปอร์วีรบุรุษอาศัยอยู่ด้วยกัน แต่ว่าแล้วหลังจากนั้นก็มีการศึกษาค้นพบว่าผู้คนบางกรุ๊ปได้เปลี่ยนเป็นผู้มีพลังพิเศษเนื่องจากสารเสพติดจำพวกใหม่ของกลุ่มค้ายาใต้ดิน ทำให้ตำรวจเจนสนามกับสายสืบผู้ชาญฉลาดจำต้องประสานมือกันช่วยสืบคดีแล้วก็ทำลายแหล่งที่ผลิตยาจำพวกนี้

รีวิวหนัง How I Became A Superhero ตอนต้นเรื่อง

ในระยะแรกของหนังก็เลยยืดยาดจนกระทั่งบรรดาคนชอบดูหนังแอ็กชันอาจจะมีการเกิดอาการเบื่อแล้วก็เผลอหลับไปก่อนที่จะความสนุกสนานจะเริ่มขึ้นในตอนช่วงหลังของเรื่อง การเริ่มต้นของหนังหัวข้อนี้จุดโฟกัสไปนายตำรวจอย่างมอโร 

ที่เพียรพยายามสืบสาวราวเรื่องไปยังตัวการของสารเสพติดที่แพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่นประเทศฝรั่งเศส ดำเนินการการสืบคดีคราวนี้ทำให้มอโรจำต้องประสานมือกับสายสืบหญิง (ที่ช่วงแรกเขาราวกับจะไม่ถูกชะตานัก) เพื่อคลี่คลายปะติดปะต่อเหตุที่เกิดขึ้นกลางทาง

พวกเราจะได้มีความคิดเห็นว่า การที่คนธรรมดาสามารถมีพลังพิเศษด้วยการซื้อ “สารเสพติด” ที่ช่วยเพิ่มพลังให้ตนเองสามารถทรงอานุภาพมากยิ่งกว่านั้น พวกเราจะได้มองเห็นเคสเด็กหนุ่มสาวในสถานที่เรียนที่เคยโดนบรรดาขาโจ๋แกล้งรังควาน 

เลยตกลงใจใช้ยาดังที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อตนเองสามารถปลดปล่อยพลังไฟจากมือได้ จำนองมาซึ่งความอลหม่านระส่ำระสายจนถึงตำรวจจะต้องเข้ามายั้งสถานการณ์ในคราวนี้ไม่ให้เปลี่ยนเป็นเรื่องโศกเศร้า ได้ทำให้ผู้ชมได้มีความคิดเห็นว่า ไม่ใช่ว่าการมีพลังพิเศษนั้นจะเกิดเรื่องที่ดีเลิศเสมอ แม้กระนั้นจำต้องอยู่ภายใต้แนวทางการทำความรู้ความเข้าใจ ตระหนักถึงพลังที่ตนเองมีรวมทั้งใช้อย่างเหมาะควร

สรุปการ รีวิวหนัง How I Became A Superhero

ที่น่าดึงดูดมากยิ่งกว่านั้น หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จหน้าที่ดูแลภาพยนตร์เรื่องแรกของดักลาส แอททัล ซึ่งเขาสามารถเล่าราวได้อย่างพอดี นักแสดงมองมีเลือดเนื้อ สมจริงสมจังสัมผัสได้ รวมทั้งราวกับผู้ชมจะสามารถทำความเข้าใจจักรวาลที่นักแสดงในเรื่องยังคงอยู่ได้อย่างแนบเนียน 

กล่าวโดยรวมแล้ว How I Became A Superhero นับว่าเป็นหนังที่กล่าวถึงหลักสำคัญทางด้านสังคมในทางมุมต่างๆอย่างเช่น ความร้ายแรงในเด็กรวมทั้งเยาวชนก่อให้เกิดอะไรบ้าง ปัญหาสารเสพติดกระทบต่อระบบรูปแบบทางสังคมอย่างไร การเจริญเติบโตของประชากรที่ผันตนเองไปเป็นผู้ร้าย

ส่งผลมาจากอะไร เพราะอะไรตำรวจสักคนหนึ่งถึงจำต้องยอมอุทิศตัวเสี่ยงอันตรายไปทำคดีเสี่ยงตาย เมื่อหลอมรวมใจความสำคัญกลุ่มนี้เข้าด้วยกัน พวกเราจะได้มองเห็นหนังดราม่าสะท้อนสังคมที่มีซูเปอร์วีรบุรุษยังคงอยู่ในจักรวาลนี้ภายใต้ การปกครองที่ราษฎรทุกคนยังอยู่ใต้การจัดการงานของภาครัฐที่ยึดโยงกันอย่างเป็นเหตุได้ผล และไม่มีผู้ใดกันแน่สามารถกระทำตัวอยู่เหนือข้อบังคับได้หากว่าตนเองจะมีพลังพิเศษแค่ไหนก็ตาม

รีวิวหนัง Black Widow

 

รีวิวหนัง Black Widow

Black Widow

Black Widow หรือ แบล็ค วิโดว์ จะมีช่วงที่นาตาชาหายไปเนื่องจากไปทำภารกิจลับ ระหว่างช่วงเวลาของหนัง ‘Civil War’ และ ‘Infinity War’ เพื่อสะสางปมอดีตที่บูดาเปสและการฝึกในเรดรูมก่อนที่จะเข้าร่วมทีมอเวนเจอร์ส พร้อมกับต้องเผชิญหน้าเพื่อนและครอบครัวเก่า ๆ ตั้งแต่สมัยฝึก KGB เพื่อการเป็นสายลับและนักฆ่า ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ถูกเล่าถึงเป็นครั้งแรกในจักรวาลหนังมาร์เวลด้วย

รีวิวหนัง Black Widow ตอนต้น

หลังทีมอเวนเจอร์สแตกจากภาคก่อนหน้าเรื่อง Captain America: Civil War และก่อนการบุกของพวกธานอสใน ‘Avengers: Infinity War’ (2018) ซึ่งโรมานอฟได้รับการติดต่อจากครอบครัวสายลับโซเวียตในอดีตที่เธอแทบจะลืมเลือนไปแล้วให้กลับไปช่วยเหลืออีกครั้ง 

ซึ่งด้วยความที่หนังเว้นช่วงฉายมานานจนการขายหน้าหนังเผยรายละเอียดออกมาเยอะมาก ประกอบกับหนังก็ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรมากนัก เราแทบจะเดาเรื่องได้เกือบครึ่งหนึ่งแล้ว ทั้งเรื่องผู้รับสืบต่อบทบาทของสายลับแม่หม้ายดำคนใหม่อย่าง เยเลนา เบโลวา 

ที่แสดงโดยดาราสาวน่าจับตามองอย่าง ฟลอเรนซ์ พิวจ์ (Florence Pugh) ที่คงจะมีบทบาทต่อไปในทางใดทางหนึ่ง ด้วยอายุนักแสดงที่ยังอยู่ในช่วงที่ไต่ระดับความดัง และ เดวิด ฮาร์เบอร์ (David Harbour) จะมารับบท เรดการ์เดียน ที่เป็นซูเปอร์โซลเยอร์เหมือน สตีฟ โรเจอร์ 

แต่เป็นของฟากฝั่งโซเวียตแทน เรายังจะได้เห็นความเก๋าของดาราตัวแม่อย่าง ราเชล ไวซ์ (Rachel Weisz) ในฐานะครอบครัวปลอม ๆ ของโรมานอฟในวัยเด็กด้วย เราได้เห็นบางส่วนของฉากการปะทะขนาดใหญ่ และเปิดตัวร้ายอย่าง ทาสก์มาสเตอร์ 

ซึ่งคุ้นเคยดีสำหรับแฟนเกมและแฟนคอมิกของมาร์เวล คือเห็นมามากพอสมควร เมื่อไปชมหนังจริง มันเลยเหลือที่ว้าวน้อยลงกว่าที่ควร แต่ก็ใช่ว่าหนังจะไม่สามารถเซอร์ไพรส์เราได้เลย เพราะมันยังซ่อนเนื้อหาหลาย ๆ อย่างที่ทำเอาอึ้งเหมือนกัน 

แต่ก็สมเหตุสมผลตามเนื้อเรื่องในหนังที่ได้วางมา มันจึงยังคุ้มค่าการซื้อตั๋วไปรับชมในโรงอย่างมาก อย่างน้อยฉากแอ็กชั่นขนาดใหญ่ที่ควรได้ความอลังของโรงหนังเข้าปรนเปรอประสบการณ์รับชมของเรานั้น มันก็ถือว่าคุ้มอยู่ไม่น้อย 

ถ้านับเฉพาะฉากแอ็กชั่นใหญ่ที่หนังประเคนมาให้ นับแบบคร่าว ๆ 2 ฉากใหญ่ และฉากสู้ย่อยๆ ที่มันไม่แพ้กันอย่างการปะทะกันครั้งแรกของแบล็กวิโดว์กับทาสก์มาสเตอร์ หรือการสู้กันแบบเน้นสไตล์บู๊อลเวงของแบล็กวิโดว์กับเบโลวา ก็ถือว่าสมศักดิ์ศรีบทส่งท้ายของแบล็กวิโดว์อยู่นะ

สรุป

การถ่ายทอดมุมมองของตัวละครหลักที่เป็นสาว ๆ กันเกือบทั้งเรื่องนั้น ด้วยเรื่องผู้หญิงที่คุ้นตาคอหนังบ้านเราดีอย่าง ‘Somersault’ (2004) มาแล้ว ซึ่งเธอก็เอากลิ่นอายทั้งมู้ดและการถ่ายภาพจากผลงานเก่า ๆ มาใช้ใน ‘Black Widow’ ได้เข้ากันดี โดยไม่ขัดกับความเป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่ขายแอ็กชันแต่อย่างใด แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีที่ผิดหวังเลย 

อย่างแรกคือในเส้นเรื่องหลักมันธรรมดา หักแบบไม่หัก เดาได้เยอะมาก เซอร์ไพรส์ใหญ่ๆ แทบจะเรียกได้ว่ามีไม่ได้อย่างที่หนังมาร์เวลอื่น ๆ เคยหยิบยื่นให้เรา แถมฉากหลังเอนเครดิตยังจำเป็นต้องผ่านตาซีรีส์ทางดิสนีย์พลัสอย่าง ‘The Falcon and the Winter Soldier’ (2021) มาก่อนเสียอีก ไม่งั้นมี เอ๊ะ มึน ๆ ออกจากโรงแน่นอน

รีวิวหนัง KATE ใครกันแน่ที่วางยาฉัน

 

รีวิวหนัง KATE ใครกันแน่ที่วางยาฉัน

รีวิวหนัง KATE

รีวิวหนัง KATE ใครกันแน่ที่วางยาฉันเป็นหนังบู๊เรื่องใหม่ในต้นแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน นี่เป็น KATE ความแอคชั่นที่มองจากหน้าหนังคงจะดีเดือดอยู่พอตัวกับแสงสีและก็เคล็ดลับงานสร้างที่น่าดึงดูดแต่โดยรวมทั้งสิ้นแล้วแม่สาวมือสังหารผู้นี้จะตอบปัญหาผู้ชมได้ลึกซึ้งหรือเปล่าต้องลองไปดูกัน

รีวิวหนัง KATE  Netflix ตอนต้นเรื่อง

KATE เกิดเรื่องราวของมือสังหารอาชีพยอดความสามารถที่มีนามว่า เคต เธอได้รับการฝึกซ้อมให้เป็นเพชรฆาตตั้งแต่เด็กๆดำเนินการตามคำสั่งจากหน่วยงานในพื้นที่ญี่ปุ่น จนถึงเธอได้เริ่มภารกิจฆ่ากลุ่มยากูซ่ารายใหญ่ เธอก็พบว่าตนเองได้ถูกลอบวางยา ที่มีสารสำหรับในการประหารอย่างไร้ความปราณี โดยเธอเหลือเวลามีชีวิตอยู่ไม่ถึง 1 วัน ด้วยเหตุดังกล่าวก็เลยเป็นตอนเวลาสำคัญที่ทำให้เธอจำต้องออกโรงตามหาและก็รุกฆาตผู้จ้างวานที่อยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังการวางยาเธอ

 KATE เป็นหนังที่มิได้ให้ความรู้ความเข้าใจสึกแปลกใหม่อะไรเลย เพราะว่ามันอยู่บนฐานรากของสูตรสำเร็จหนังแอคชั่นจำนวนมากผสมปนเปอยู่เยอะไปหมด ถึงกระนั้นหนังก็ยังปูเรื่องแล้วก็นำไปในแนวทางที่มองสนุกสนานได้ตลอดทาง ถึงแม้ตามทางจะพบว่ามีกลิ่นของหนังประเด็นนั้นหัวข้อนี้เข้ามาเป็นไอเดียเยอะไปหมดก็เลยเป็นส่วนประกอบที่ทำให้หนังน่าดูมากขึ้น

สรุป รีวิวหนัง KATE

นี่เป็นผลงานเรื่องที่ 2 ของ อูแมร์ ผู้เขียนบทที่มีเครดิตแค่เพียงบทหนังแอคชั่นเกรดรองอย่าง “Extraction” เมื่อเปลี่ยนปีที่ผ่านมา งานบทของเขายังไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ มีความกระโดด ๆ และไม่เรียงร้อยต่อกันในหลายจุด ด้วยองค์ประกอบบทที่มิได้สลับซับซ้อนอะไร เดินตามหมากที่เป็นสูตรสำเร็จของหนังเอาไว้แล้ว ก็เลยยังเป็นเหตุให้หนังเล่าถัดไปได้เรื่อยรวมทั้งยังพอได้ ในขณะที่การแสดงของ “แมรี่ อลิซาเบธ วินสตีด” ที่กลับมาสวมบทบู๊ผลาญแบบฝ่าคนเดียวในคราวนี้ คุณสามารถถ่ายทอดติดอยู่แรกเตอร์ออกมาได้ดิบไม่มีอารยธรรมแล้วก็เต็มกำลังดี 

ภาพรวมก็แทบจะประคองหนังอีกทั้งเรื่องเอาไว้ได้ไม่รอดอยู่เช่นเดียวกัน เมื่อจำต้องมารับบทขะมักเขม้นกับการเป็นมือสังหารสาวมือแม่นแกล้วกล้าเกินจริง ลีลาท่าทางวาดลวดลายรสออกแรงบู๊ของคุณยังไม่ค่อยจัดจ้ามากเท่าไร KATE อุตสาหะจะสร้างมิติให้กับบทหนังรวมทั้งนักแสดงต่างๆแต่ว่าก็ยังทำเป็นไปไม่ถึงทาง เพราะว่าสูตรสำเร็จที่ปูเอาไว้ ทำให้ผู้ชมคงจะคาดการณ์เรื่องราวได้ตั้งแต่เริ่มว่าหนังจะมีจุดหมายในต้นแบบไหน รวมทั้งท้ายที่สุดก็มิได้เหนือความมุ่งมาดสักเท่าไหร่นัก

 เหมือนกันกับ “วู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน” ที่ร่วมนำแสดงในหนังหัวข้อนี้ด้วย กลายเป็นตัวละครพื้น ๆ ที่เกือบจะไม่น่าจำอะไรเลย สรุปว่าภาพรวมนั้น KATE เป็นหนังแอคชั่นมือสังหารหญิงดีเดือดที่ทำออกมาได้น่าพึงพอใจ แต่ว่ายังไม่ใกล้กับคำว่าเพอร์เฟ็ค หนังยังเต็มไปด้วยช่องโหว่แล้วก็จุดบกพร่องจำนวนมาก สูตรสำเร็จเดิม ๆ ที่มิได้ทำให้ผู้ชมรู้สึกว้าวเท่าใด และพลังศิลปินของดารานำที่ยังไปได้ไม่สุด นี่บางครั้งก็อาจจะเป็นที่ขับความเป็นตัวเองออกมายังมิได้ ด้วยเหตุว่าจำเป็นต้องขอยืมคอนเซ็ปต์จาก John Wick มาผสมกับ Atomic Blonde ที่ยังไกลห่างกับระดับมาสเตอร์พีชพอเหมาะพอควร

รีวิวหนัง Cruella หนังใหม่ออนไลน์